แนวคิดและหลักการสำคัญในกระบวนการยุติธรรม

135 เป็นการกระทำเพื่อพบในสิ่งที่ต้องการพบ ทราบ รู้ข้อเท็จจริง ผ่านพยานหลักฐานที่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ และยืนยัน หรือชี้ให้เห็นซึ่งข้อเท็จจริง จึงต้องมีการวางแผนเพื่อพิจารณาในการแสวงหา พยานหลักฐานผ่านการใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าควรหาข้อมูลอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์กับการดำเนินคดี อาญา เพื่อทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร โดยพิจารณาจาก มุมมองทางข้อกฎหมายให้ได้ว่า “ข้อกฎหมายในลักษณะนี้จะต้องมีหลักฐานประการใดบ้าง” และ “หลักฐานประการใดที่จะมีส่วนสำคัญในการพิสูจน์ความจริง ” จากนั้นจึงทำการรวบรวม พยานหลักฐาน ทั้งพยานหลักฐานที่เป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งทางด้านที่ เป็นคุณเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และทางด้านที่เป็นโทษเพื่อให้เห็นความผิดของผู้ต้องหา อันจะนำมา ซึ่งการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในชั้นสั่งคดี การสอบสวนในประเทศไทยจะเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนว่าพยานหลักฐานที่ได้ เพียงพอที่พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องคดีแล้วจึงสรุปและมีความเห็นทางคดีส่งเป็นสำนวนสอบสวนไปยัง พนักงานอัยการ เมื่อได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจากพนักงาน สอบสวนแล้ว พนักงานอัยการมีความเป็นอิสระในการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ได้ โดยพิจารณาจากสำนวน และพยานหลักฐานตามสำนวนว่าเพียงพอหรือไม่ พร้อมความเห็นของ พนักงานสอบสวน โดยที่อำนาจการสั่งฟ้องคดีเป็นของพนักงานอัยการเท่านั้น พนักงานสอบสวนมี สิทธิแต่เพียงทำความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องหรือไม่ เสนอมาพร้อมสำนวนสอบสวนเท่านั้น พนักงาน อัยการจึงถูกกำหนดบทบาทโดยกฎหมายให้มีหน้าที่ตรวจกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของ พนักงานสอบสวนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อแยกแยะผู้บริสุทธิ์ออกจากผู้กระทำความผิด ซึ่งมีความสำคัญอย่าง ยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของ หลักนิติธรรม (Rule of Law ) เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และจัดการให้ผู้กระทำผิดเข้าสู่กลไกของ กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค หากพนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีอาญาทุกคดีที่พนักงานสอบสวน เสนอขึ้นมาโดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ก็กล่าวได้ว่าพนักงานอัยการนั้นบกพร่อง ต่อหน้าที่ในการรับผิดชอบการสอบสวน ประเทศไทยได้ยึดหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐเป็นหลัก แม้กฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาจะยอมให้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังถือว่าการฟ้องคดีนั้นเป็น ภาระหน้าที่ของรัฐ เพียงแต่การฟ้องคดีโดยผู้เสียหายอาจทำควบคู่กันไปในการดำเนินคดีอาญา 244 กล่าวคือ แม้ผู้เสียหายอาจฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินหรือความผิดต่อส่วนตัว และเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงาน 244 คณิต ณ นคร. (2564). กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพ: วิญญู ชน. น. 152-159

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3