แนวคิดและหลักการสำคัญในกระบวนการยุติธรรม

136 อัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ก็ตาม แต่ในกรณีที่พนักงาน อัยการเห็นว่าการกระทำของผู้เสียหายจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย พนักงานอัยการมี อำนาจร้องต่อศาลให้สั่งผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 32 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการนั้นถือว่า เป็นการดำเนินคดีหลักในการดำเนินคดีอาญา การดำเนินคดีอาญาจึงอาจแบ่งเป็น การดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ และการดำเนินคดี โดยผู้เสียหายฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง ซึ่งอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการและผู้เสียหายปรากฎ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 แต่การที่กฎหมายให้สิทธิผู้เสียหายในการ ฟ้องคดีอาญาก็เพื่อให้มีการถ่วงดุลในกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี โดยการที่ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะนำ คดีขึ้นสู่ศาล จากอำนาจในการฟ้องคดีนั้นด้วยตนเอง ตามมาตรา 28 และมาตรา 34 แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นถือเป็นช่องทางในการถ่วงดุลอำนาจในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดี ของอัยการ เพื่อป้องกันการสั่งไม่ฟ้องคดีโดยทุจริตหรือทำหน้าที่ได้บกพร่อง ดังนั้น เมื่อมีการกระทำ ความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยหลักแล้วการดำเนินคดีอาญาจะเป็นการดำเนินคดีโดยเจ้าพนักงาน เพียงแต่ กฎหมายมีการเปิดช่องให้ผู้เสียหายฟ้องคดีด้วยเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ โดยผู้เสียหาย และยังคงไว้ซึ่งการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐโดยเจ้าพนักงานของรัฐตามหลักการของ การดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ อำนาจการฟ้องคดีโดยผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจที่แยกเป็นอิสระจากอำนาจ การฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ ซึ่งจะนำหลักเรื่องฟ้องซ้อนมาใช้ในกรณีเช่นนี้ไม่ได้ หากแต่การ ดำเนินคดีอาญาในเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้นไม่ว่า จะเป็นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกัน ศาลมีอำนาจรวมคดีในการพิจารณา อนึ่ง การดำเนินคดีอาญา โดยผู้เสียหายนั้นจะยังคงเป็นเรื่องของผู้เสียหายกับรัฐไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องหลังการ ไต่สวนมูลฟ้อง ต่างจากการดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการที่จะเป็นเรื่องของผู้ต้องหากับรัฐตั้งแต่มีการ เริ่มดำเนินคดี การดำเนินคดีอาญาในชั้นเจ้าพนักงานโดยพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญานั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่มีการสอบสวนอันเป็นจุดเริ่มของการดำเนินคดีในชั้นเจ้าพนักงาน ต่างจาก คดีแพ่งที่จะเริ่มขึ้นต่อเมื่อมีการฟ้องร้องคดีกันเกิดขึ้น เพียงแต่เจ้าพนักงานอาจทำการรวบรวม พยานหลักฐานมาได้ก่อนหน้านี้จากการสืบสวน เนื่องจากอำนาจในการสอบสวนและการฟ้องร้องของ การดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมีการแบ่งแยกจากกันค่อนข้างเด็ดขาดดังได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ทำให้พนักงานสอบสวนซึ่งทำหน้าที่สอบสวนได้โดยอิสระภายใต้การเริ่มดำเนินคดีอาญาตามหลักการ ดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย (Legality principle) ที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำการสอบสวนเพื่อ ดำเนินคดีเสมอเมื่อเจ้าพนักงานรู้ว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าพนักงาน รู้ด้วยตนเอง หรือรู้จากการร้องทุกข์กล่าวโทษ เว้นแต่จะเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3