100000167

๙๖ ร้ายแรง ดังนั้น การที่หน่วยงานของรัฐเรียกให้ผู้ฟูองคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 15 ของ ความเสียหายทั้งหมด จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ได้คํานึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทําละเมิด และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยมิต้องให้ใช้เต็มจํานวนของความเสียหาย ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้ว 3. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่การละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของ หน่วยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย ตาม มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าการละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของ หน่วยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานส่วนรวม คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 214/๒๕49 การยักยอกเงินของนาง ช. เป็นการ กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ และการที่ผู้บังคับบัญชาของนาง ช. ไม่ควบคุมดูแล การปฏิบัติงานของนาง ช. ย่อมมีลักษณะเป็นการกระทําละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรงต่อหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อการกระทําละเมิดของผู้บังคับบัญชาของ นาง ช. ในคดีนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้กําหนดวิธีคืนเงินของผู้วิจัยที่ถอนโครงการวิจัย ไว้อย่างชัดเจน เป็นช่องทางให้นาง ช. สามารถยักยอกเงินที่ได้รับคืนจากผู้วิจัยที่ถอนโครงการวิจัยไปได้ จึงเป็นกรณีที่การละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบ การดําเนินงานส่วนรวม ดังนั้น จึงต้องหักส่วนแห่งความรับผิดออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ผู้บังคับบัญชา ของนาง ช. ต้องชําระด้วย คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 72/2550 กรณีอัตรากําลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ก่อการทุจริตได้โดยง่ายนั้น ถือได้ว่าหน่วยงานมีส่วนบกพร่องอยู่ด้วย จึงมีเหตุอันควร หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 วรรคสามแห่ง พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 563/2556 นาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ได้รับอนุญาต จากผู้บังคับบัญชาให้เป็นผู้ใช้และเก็บรักษารถยนต์คันพิพาทไว้ที่บ้านพักของตน แต่นาย ก. กลับนํารถยนต์ คันพิพาทไปจอดเก็บไว้บนถนนหน้าบ้านของตนเอง พฤติการณ์เช่นนี้จึงถือเป็นการกระทําด้วยความ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อรถยนต์คันพิพาทสูญหายไป จึงถือได้ว่านาย ก. กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่เนื่องจากหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้มีการตรวจสอบก่อนว่าสถานที่ที่ขออนุญาตนํารถยนต์คันพิพาทไปเก็บรักษานั้น มีที่จอดรถเพียงพอ และมีความปลอดภัยหรือไม่ กรณีจึงถือได้ว่าการกระทําละเมิดดังกล่าวได้เกิดจากความผิดหรือความ บกพร่องที่หน่วยงานของรัฐมีส่วนด้วย จึงเห็นสมควรหักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกร้อยละห้าสิบ ข้อสังเกต เนื่องจากบทบัญญัติของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มิได้กําหนดสัดส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน จึงอาจทําให้หน่วยงานของรัฐ แต่ละแห่งใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันในการกําหนดสัดส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น กระทรวงการคลัง

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3