100000167
๕๘ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้อง รับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อสังเกต ข้อ 1. เหตุผลที่มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กําหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทําใน การปฏิบัติหน้าที่ ก็เพราะว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของรัฐ มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ๑๖ ข้อ 2. กรณีหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว แตกต่างจากทฤษฎีว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ทั่วไปที่กําหนดว่า บุคคลใดกระทําละเมิดบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดจากการกระทําของตนเอง (เจ้าหน้าที่ กระทําละเมิด เจ้าหน้าที่จึงต้องรับผิดจากการกระทําของตนเอง) แต่สอดคล้องกับทฤษฎีว่าด้วยความรับผิด ในผลแห่งละเมิดของบุคคลอื่น ที่กําหนดให้บุคคลต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของบุคคลอื่น เช่น นายจ้าง ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทําไปในทางการที่จ้าง เป็นต้น ๑๗ สําหรับวิธีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทํา ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐได้ 2 วิธี คือ 1. บุคคลภายนอกฟูองหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 2. บุคคลภายนอกยื่นคําขอต่อหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับ ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อย่างไรก็ดี ตามบันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ผู้เสียหายยื่นคําขอให้หน่วยงาน ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะที่มีคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม (เรื่องเสร็จที่ 603/2551) คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มิได้กําหนดว่าผู้เสียหายจะต้องเลือกใช้สิทธิในการฟูองคดีต่อศาลตามมาตรา 5 หรือมีคําขอให้ หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 11 อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่การให้ทั้งสององค์ก ร คือ ศาลยุติธรรมและหน่วยงานของรัฐพิจารณาเรื่องเดียวกัน อาจทําให้การวินิจฉัยชี้ขาดแตกต่างกันได้ ควรให้ องค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นผู้พิจารณา ดังนั้น การที่ผู้เสียหายได้ฟูองคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลยุติธรรม แล้วต่อมาผู้เสียหายได้ยื่นคําขอต่อกรมคุมประพฤติอีก กรมคุมประพฤติจึงไม่จําต้องรับคําขอ ของผู้เสียหายไว้พิจารณา ๑๖ ศักดิ์ สนองชาติ, คาอธิบายโดยย่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยละเมิดและความรับผิดทาง ละเมิด , (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์นิติบรรณการ, 2549) หน้า 151. ๑๗ เกรียงไกร กาญจนคูหา, นิติ ผดุงชัย และรัฐชฎา ฤาแรง, “ปัญหาการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณี เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ,” วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร 8 (เพิ่มเติม) (2563): 316.
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3