หนังสือ คำอธิบายกฎหมาย สำหรับพยาบาล

หนังสือกฎหมายสำหรับพยาบาล 71 ผิดปกติ จึงส่งโจทก์ไปตรวจการได้ยินด้วยเครื่องวัดการได้ยิน ได้ผลว่าโจทก์มีประสาทหูทั้งสองข้าง เสื่อมจริงโดยข้างซ้ายหนวกสนิทข้างขวายังมีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง แต่เสื่อมระดับรุนแรง วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 พยานได้ตรวจร่างกายโจทก์เพิ่มเติมพบว่าโจทก์มีอาการหน้าซีกซ้ายชา ลิ้นซีกซ้าย ทำงานผิดปกติ เมื่อได้ความเช่นนั้นจึงส่งตรวจด้วยเครื่องเอกซ์เรย์คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ เครื่องเอ็มอาร์ไอพบว่ามีก้อนเนื้องอกที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 ทั้งสองข้าง ซึ่งเห็นได้ว่าขั้นตอน และวิธีในการตรวจผู้ป่วยของนายแพทย์ จ. ก็ไม่ต่างไปจากการตรวจรักษาของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ เมื่อย้อนดูประวัติที่โจทก์ไปรับการตรวจรักษากับแพทย์อื่นในโรงพยาบาลลำพูนหลังการตรวจรักษากับ จำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าขณะรับการตรวจรักษาจากจำเลยที่ 1 และแพทย์อื่นในโรงพยาบาลลำพูน อาการของโจทก์ยังไม่ปรากฏให้เป็นข้อสงสัยว่าโจทก์เป็นโรคนิวโรไฟโปรมาโตซิส ไทน์ทู อันจะต้องส่ง โจทก์ไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นที่มีเครื่องมือดีกว่าโรงพยาบาลลำพูน เชื่อว่าการตรวจวินิจฉัยโรคของ จำเลยที่ 1 แก่โจทก์เป็นการใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานหลักวิชาชีพแพทย์โดยทั่วไปอย่าง ละเอียดเหมาะสมแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระท าละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎ.1560/2565 ทางนำสืบของจำเลยที่ 2-3 ไม่ปรากฏว่านอกจากยากลุ่มเอ็นเสดแล้ว ไม่มียาอื่นที่จะนำมาใช้ รักษาอาการปวดของผู้ตายได้ อีกทั้งจำเลยที่ 3 ก็ยอมรับว่าอาการปวดของผู้ตายไม่มากถึงขนาด จำเป็นต้องฉีดยา จำเลยที่ 3 จึงสมควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ตายโดยหลีกเลี่ยงการให้ยาไดโคล ฟีแนคแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หากจำเป็นต้องให้ยาดังกล่าวโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ควรต้องให้ด้วย ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่า ผู้ตายไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงจึงไม่ได้ ติดตามอาการหลังฉีดยา แสดงว่าจำเลยที่ 3 สั่งยาไดโคลฟีแนคแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อให้แก่ผู้ตาย โดย ไม่ได้สั่งให้มีการเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์หลังฉีดยา ที่พยานจำเลยซึ่งเป็นพยาบาลผู้ฉีดยาให้แก่ ผู้ตาย เบิกความว่า หลังจากฉีดยาเสร็จพยานให้ผู้ตายนอนพักที่เตียงเพื่อสังเกตอาการประมาณ 10 นาที จากนั้นได้สอบถามอาการจากผู้ตายทราบว่าอาการดีขึ้นและผู้ตายได้เดินออกไปรับยาที่ห้องจ่าย ยานั้น ปรากกจากสำเนาบทความตอบปัญหาเรื่องยาโดยเภสัชกรหน่วยคลังข้อมูลยาว่า การฉีดยาได โคลฟีแนคเข้ากล้ามเนื้อยาจะออกฤทธิ์ภายใน 10-22 นาที สอดคล้อง กับที่จำเลยที่ 3 เบิกความตอบ ทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า ยาที่ฉีดให้ผู้ตายจะออกฤทธิ์ ประมาณ 10-30นาที ดังนี้ แม้จะฟังว่า พยาบาลผู้ฉีดยาได้เฝ้าระวังอาการหลังฉีดยาของผู้ตายจริงก็เป็นการใช้เวลาในการเฝ้าระวังไม่เพียงพอ ต่อการประเมินอาการอันไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดจากยาฉีดยา พยานหลักฐานจำเลยที่ 2-3 ไม่มีน้ำหนัก ให้รับฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 3 ให้การรักษาผู้ตายซึ่งมีอาการหอบหืดด้วยยาไดโคลฟีแนคแบบฉีดเข้า กล้ามเนื้อ และไม่ได้สั่งให้เฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นหลังฉีดยาเป็นการให้การรักษาที่ เป็นไปตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่ในสถานการณ์นั้น เมื่อจำเลยที่ 2-3 ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ไม่อาจพิสูจน์

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3