หนังสือ คำอธิบายกฎหมาย สำหรับพยาบาล

74 หนังสือกฎหมายสำหรับพยาบาล หญิงคนหนึ่งเข้ามาตรวจวัดช่องคลอดและสอบถามโจทก์ที่ 1 ว่าลูกคนแรกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ หรือไม่ โจทก์ที่ 1 บอกว่าคลอดโดยวิธีธรรมชาติ แพทย์หญิงคนดังกล่าวบอกว่าลูกคนแรกคลอดโดยวิธี ธรรมชาติคนต่อไปก็คลอดโดยวิธีธรรมชาติได้เช่นกัน จากนั้นก็กลับออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 3 เข้ามาตรวจครรภ์ แล้วสั่งให้พยาบาลให้น้ำเกลือแก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 13 นาฬิกา พยาบาลได้นำออกซิเจนมาครอบจมูกช่วยหายใจบอกว่าเพื่อให้ทารกมีอากาศหายใจ จนถึงประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยที่ 3 เข้ามาในห้องคลอดและตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 แล้วบอกว่า ยังไม่สามารถคลอดเองได้ต้องผ่าตัดเอาทารกออก จากนั้นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยาบาลนำ โจทก์ที่ 1 เข้าห้องผ่าตัดหลังจากนั้น โจทก์ที่ 1 ไม่รู้สึกตัวอีกเลย โจทก์ที่ 1 เพิ่งทราบว่าบุตรของโจทก์ ที่ 1 เสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น เห็นว่า จากพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ประมาท เลินเล่อในการตรวจรักษาโจทก์ที่ 1 หรือได้ละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติทางการแพทย์ อย่างไร แต่กลับเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 และนางรัศมี สุวัณณะสังข์ พยาบาลผู้ดูแลโจทก์ ที่ 1 พยานจำเลยทั้งสามว่า เมื่อได้รับตัวโจทก์ที่ 1 ไว้แล้ว ได้มีการสอบถามประวัติของโจทก์ที่ 1 จึง ทราบว่าโจทก์ที่ 1 เคยคลอดบุตรคนแรกโดยวิธีธรรมชาติมาแล้ว จำเลยที่ 3 จึงประเมินว่าในครั้งนี้ก็ น่าจะคลอดโดยวิธีธรรมชาติได้ ต่อมานางรัศมีและจำเลยที่ 3 ได้ตรวจสุขภาพและช่องคลอดของโจทก์ ที่ 1 เป็นระยะๆ ต่อเนื่องกัน พบว่า ทารกในครรภ์มีการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ความสัมพันธ์ของการ เปิดปากมดลูกและการเคลื่อนที่ลงต่ำของส่วนนำปกติรายละเอียดปรากฏตามบันทึกประเมินสมรรถนะ ผู้ป่วย และกราฟช่วยดูแลการเจ็บครรภ์คลอด เมื่อพบว่าสีของน้ำคร่ำที่ไหลออกมามีสีผิดปกติ จำเลยที่ 3 ก็ให้การรักษาเบื้องต้นโดยการให้น้ำเกลือและออกซิเจนทันที ซึ่งความผิดปกติของสีน้ำคร่ำนี้นาง รัศมีก็เบิกความยืนยันว่า มีปริมาณน้อยเพียง 50 ลูกบาศก์เซนติเมตรและเป็นปกติที่พบได้ในคนไข้ ทั่วไป ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่าการบีบตัวของมดลูกและทารกมีการเต้นของหัวใจเป็นปกติอยู่ ตลอดเวลาจนกระทั่งเข้าห้องผ่าตัดตามบันทึกการตรวจ แสดงว่าในช่วงเวลา 10 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลา ที่จำเลยที่ 3 เข้าไปตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ในครั้งแรกจนถึงเวลา 16 นาฬิกา ยังไม่มีสิ่งผิดปกติที่จะต้อง ผ่าตัดแต่อย่างใด เหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องผ่าตัดทำคลอดโจทก์ที่ 1 ก็เนื่องจากส่วนนำไม่เ คลื่อนต่ำลง ตามที่ควรจะเป็นซึ่งก่อนทำการผ่าตัดจำเลยที่ 3 ก็ได้พิจารณาทางเลือก 2 ทาง คือการผ่าตัดทำคลอด กับการใช้เครื่องดูดออก แต่เมื่อประเมินแล้วจำเลยที่ 3 เห็นว่าศีรษะทารกอยู่สูงหากใช้เครื่องดูดอาจ ไม่ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก จึงตัดสินใจผ่าตัด ดังนั้น การไม่รีบผ่าตัดและผ่าตัดล่าช้าไปบ้าง จึงหาใช่เป็น ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาหรือตัดสินใจผิดพลาดไม่ นอกจากนี้ในการ ผ่าตัดก็ได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่าได้มีการใช้ทีมแพทย์พยาบาลตามมาตรฐาน เมื่อผ่าตัดทารกออกมา พบว่าหัวใจทารกไม่เต้น ทีมผ่าตัดได้ทำการปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจ ให้ยากระตุ้น และใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตทารกไว้ได้ ประกอบกับยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ อากฤษฏิ์ บุญสงวน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชโรงพยาบาลสมุทรปราการพยานโจทก์ทั้งสองว่า พยาน ตรวจดูการปฏิบัติงานของแพทย์ที่ทำคลอดรายนี้แล้ว เห็นว่า การปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อันเป็น

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3