รายงานการประชุมวิชาการระดับชาติทางนิติศาสตร์-ครั้ง-2-เล่ม-1
34 การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) [8]เมื่อกล่าวถึงการดูแลแบบประคับประคอง หลายๆคน อาจจะคิดว่าเป็นการดูแลที่เหมาะสมกับ ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายเพียงเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วนั้น การดูแลแบบประคับประคอง มิได้หมายถึงเพียงแค่ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น การดูแลแบบประคับประคองสามารถใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยได้หลาย หลายรูปแบบ ซึ่งสามารถใช้การดูแลแบบประคับประคองได้กับผู้ป่วยตั้งแต่ป่วยระยะแรกๆของการเจ็บป่วยที่ ร้ายแรงได้ การดูแลแบบประคับประคองนั้น มีจานวนคนบางส่วนเห็นว่า เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งเท่านั้นแต่ความ จริงแล้ว ทั้งผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยโรคที่เจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคอื่นๆ ที่อาจคุกคามถึงชีวิต ก็ควรได้รับการดูแล แบบประคับประคอง เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยสมอง เสื่อม ผู้ป่วยโรคหัวใจวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคปอดอุด กั้นเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งการดูแลแบบประคับประคอง คือ เป็นการดูแลผู้ป่วยที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และ ครอบครัวของผู้ป่วย โดยเน้นการดูแลรักษาที่สามารถลดความทรมานของผู้ป่วยลงได้ ทั้ง ทางด้านร่างกายของผู้ป่วยเอง ด้านจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แบบองค์รวม ซึ่งสามารถให้การดูแลควบคู่กับ การรักษาหลักที่มุ่งหวังกาจัดตัวโรค โดยจะคานึงถึงความต้องการและความปรารถนาของผู้ป่วยและครอบครัว ร่วมด้วยเสมอ ซึ่งตามที่ได้กล่าวมา ข้างต้นนั้น การดูแลแบบประคับประคอง จึงสามารถดูแลผู้ป่วยในหลาย หลายระดับความเจ็บป่วย ดังนั้น ความแตกต่างของการดูแลแบบประคับประคองและการุณยฆาต คือ การการุณยเป็นการทาให้ บุคคลใดบุคคลหนึ่งถึงแก่ความตาย ด้วยความกรุณา ปรารถนาดี เพื่อให้รอดพ้น จากความทุกข์ทรมาน โดย เกิดจากการร้องขอจากบุคคลดังกล่าว ซึ่งต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น โดยมุ่งให้บุคคลนั้นย่อมสามารถร้อง ขอความตายได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิอันสูงสุดต่อร่างกายของตนเอง เพื่อให้หลุดพ้นจากความ ทรมานนั้นได้ การุณยฆาต จึงถือเป็นสิทธิมนุษยชนแบบหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ และไม่ให้ผู้อื่นเข้ามา ละเมิดได้ โดยสามารถอธิบายได้จากมนุษย์ย่อมมีสิทธิในร่างกายของตนเอง ดังนั้น จึงมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ที่จะ สามารถตัดสินการดาเนินชีวิตของตนเองได้เสมอ ในทุกกรณีไม่ว่าผลจะเป็นไปในทิศทางบวกหรือลบก็ตาม [9]ในขณะที่การดูแลแบบประคับประคองนั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จนถึงวาระสุดท้ายที่ต้องเผชิญกับความตาย ซึ่งแน่นอนว่าการดูแลแบบประคับประคองและการุณยฆาตนั้นมี ความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งมีทั้ง ฝ่ายที่เห็นว่าการดูแลแบบประคับประคองนั้นมีความเหมาะสมกับผู้ป่วย มากกว่า อีกทั้งมองว่าการการุณยฆาตไม่ใช่วิธีการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และยังทาให้ทัศนคติของคนที่มีต่อ แพทย์เปลี่ยนแปลงไป จาก “แพทย์ผู้รักษา” กลายเป็น “แพทย์ประหารชีวิต” ไปโดยปริยาย และอีกฝ่ายหนึ่ง ที่สนับสนุนให้ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะเลือกได้ด้วยตนเองว่า ยังอยากมีชีวิตต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นไปใน แนวทางที่สองกล่าวคือ ผู้ป่วยย่อมมีสิทธิในการตัดสินใจด้วย ตัวเองว่าต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ เมื่อ ตนเองเกิดความทุกข์ทรมานจากภาวะโรคเรื้อรัง และภาวะไม่สุขสบาย หากเมื่อใดก็ตามที่ได้รับการรักษาอย่าง สุดความสามารถแล้ว โดยไม่จาเป็นต้องฝืนความเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ การดึงรั้งชีวิตไว้ ทาให้เกิดผล
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3