รายงานการประชุมวิชาการระดับชาติทางนิติศาสตร์-ครั้ง-2-เล่ม-2

667 หลักการอานวยความสะดวก มีแนวคิดว่าจะต้องกาหนดหลักเกณฑ์เพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ผู้ เสียภาษีมากที่สุดเช่นควรกาหนดช่วงเวลาในการชาระภาษีให้นานพอสมควรเพื่อให้โอกาสแก่ผู้เสียภาษีและ ควรใช้วิธีการที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนเพื่อมิให้ผู้เสียภาษีเกิดความเบื่อหน่ายหรือให้ผ่อนชาระได้ในกรณีที่ต้องเสีย ภาษีเป็นจานวนมาก [4] ส่วนหลักความประหยัด มีแนวคิดว่าการจัดเก็บภาษีต้องถือหลักจัดเก็บในอัตราต่าแต่เก็บได้มากและ ทั่วถึงดีกว่าที่จะเก็บในอัตราสูงแต่เก็บได้น้อยเนื่องจากเก็บแต่เฉพาะคนที่มีรายได้มากอานวยความสะดวก ให้แก่ผู้เสียภาษีมากที่สุด [4] อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้ามากากับดูแลการประกอบธุรกิจทางพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์หลายฉบับ แต่ผู้ประกอบการยังไม่ให้ความสาคัญ และยังคงใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการหลบ เลี่ยงภาษี กล่าวคือ พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 กาหนดให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จดทะเบียน โดยกาหนดหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับการจดทะเบียนพาณิชย์ทั่วไป [5] ซึ่งมาตรา 12 (5) กาหนดให้ ผู้ประกอบการพาณิชย์ต้องมีที่ตั้งของสานักงาน สาขา อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางรายไม่มีสานักงาน สาขา แต่ มีเพียงหน้าร้านที่ปรากฎให้เห็นในช่องทางออนไลน์ จึงทาให้มีคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่จะจด ทะเบียนพาณิชย์ตามมาตรา 12 (5) กาหนดไว้ได้ [6] นอกจากนี้ มาตรา 13 กาหนดว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใดที่จะเปลี่ยนแปลง รายการตามที่ระบุไว้ในมาตรา 12 จะต้องยื่นคาขอจดทะเบียนทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือเลิก [6] ทาให้ เกิดความยุ่งยากแก่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสินค้าตามกระแสสังคม ตลอดเวลา นอกจากนี้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 48 ได้กาหนดให้สถาบันการเงิน ต้องมีการส่งข้อมูลการทาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกว่า E-Payment ให้กับกรมสรรพากรตรวจสอบโดย มีเงื่อนไขว่าเมื่อมีการฝากหรือรับโอนเงิน 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไปไม่ว่าจะมียอดรวมทั้งหมดเท่าใด รวมทั้งกรณี ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดเงินรวมกันเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารจะต้องมีการ รายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรทราบ แต่อย่างไรก็ดีกรมสรรพากรไม่ได้ตรวจสอบอย่างเคร่งครัดทาให้ ผู้ประกอบการหนึ่งคนสามารถที่จะเปิดบัญชีการทาธุรกรรมได้หลายบัญชีเพื่อกระจายการรับโอนเงินต่าง ๆ อีก ทั้งไม่ได้มีการตรวจสอบทุกบัญชีที่ส่งไปจึงทาให้เกิดช่องว่างในการหลบเลี่ยงการเสียภาษี เกิดขึ้น และแม้จะมี บทลงโทษกรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมิน หรือกรณีจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดง หลักฐานปลอมก็ยังมีผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีเหล่านี้ จึงแสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือบทลงโทษที่กาหนดไว้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายของประเทศไทยที่ใช้ ในการบังคับเกี่ยวกับการเสียภาษีของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี้มีมาตรการที่ไม่เคร่งครัดถือว่าเป็น ช่องว่างทางกฎหมายในการหลบเลี่ยงการเสียภาษี จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นจึงมีความจาเป็นที่จะต้องศึกษาช่องทางในการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสนอแนะแนวทางการป้องกันการหลบเลี่ยงการเสียภาษีของผู้ประกอบการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเหมาะสมและทันกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

RkJQdWJsaXNoZXIy Mzk3MzI3